หุ้นเด่นวันนี้
3 กรกฎาคม 2563 | 13:55
จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง 2 ระยะ อาทิ การพักชำระหนี้ หรือลดค่างวดผ่อนชำระ ส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรในกลุ่มอุตสาหกรรมสินเชื่อ, บริหารหนี้ และธนาคารพาณิชย์ กันอย่างถ้วนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถตามเก็บหนี้จากลูกค้าได้เต็มจำนวน จากมาตรการช่วยเหลือที่ ธปท. ประกาศใช้
แต่สำหรับ JMT ถือว่าได้รับผลกระทบจากมาตรการพักชำระหนี้ของ ธปท. น้อยมาก เนื่องจากลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ยังมีรายได้แน่นอนอยู่ในขณะนี้ โดยนายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMT ระบุว่า บริษัทได้ช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายของ ธปท. ด้วยการลดจำนวนการชำระหนี้แต่ละงวดลง เพื่อไม่ให้ลูกค้าผิดเงื่อนไขการชำระหนี้ แต่เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 และทั้งปี 63 เนื่องจากกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าข่ายมาตรการช่วยเหลือมีจำนวนน้อย
จึงยังมีลุ้นว่ารายได้ทั้งปี 63 ของ JMT จะเติบโตขึ้นจากปี 62 ราว 20% แตะระดับ 3 พันล้านบาท โดยคาดว่ารายได้ทั้งปี 63 จะทำได้ในกรอบ 2.8 - 2.9 พันล้านบาท อย่างแน่นอน แต่จะถึง 3 พันล้านบาทหรือไม่ ยังต้องดูความสามารถในการรับรู้รายได้ของธุรกิจด้วย ว่าจะมีการแปรผัน หรือเป็นไปตามตลาดมากน้อยขนาดไหน
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองในมุมเดียวกันว่าการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้ในช่วงไตรมาส 2/63 บ้าง แต่ JMT มีมาตรการรับมือด้วยการลดอัตราผ่อนต่อเดือนให้ลูกหนี้ และยังมีลูกหนี้ใช้สิทธิ์ดังกล่าวในจำนวนน้อยอีกด้วย ขณะเดียวกันจากฐานลูกหนี้กว่า 3 ล้านรายของ JMT ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายรับเป็นเงินเดือน ทำให้ประเมินว่าผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จะอยู่ที่เพียง 5 - 10% จากไตรมาส 1/63 และจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลังบนสถานการณ์ที่ผ่อนคลายขึ้น
แม้ว่าธุรกิจของ JMT จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แต่ บล.โนมูระ พัฒนสิน ยังคาดว่าช่วงไตรมาส 2/63 JMT ยังมีกำไร โดยคาดว่ากำไรในช่วงไตรมาส 2/63 ของ JMT จะเติบโตขึ้น 36% มาอยู่ที่ราว 200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน(YoY) เนื่องจากประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี และเร็วกว่าหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ JMT สามารถกลับมาเก็บหนี้จากลูกค้าได้เร็วขึ้นอีกด้วย
บล.ทรีนีตี้ คาดว่ากำไรสุทธิปี 63 ของ JMT จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดกำไรสุทธิปี 63 ที่ 850 ล้านบาท เติบโตขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคาดว่าช่วงที่เหลือของปีผลประกอบการจะยังแข็งแกร่ง แม้ในไตรมาส 2/63 การเติบโตของรายได้อาจชะลอลงบ้างจากผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และการเร่งติดตามหนี้บางกองที่ใกล้ตัดต้นทุนครบ (ในช่วงใกล้ตัดต้นทุนครบจะรับรู้รายได้น้อย)
แต่ในครึ่งปีหลังอาจเห็นรายได้และกำไรเติบโตได้ดี เนื่องจากหากตัดต้นทุนหนี้บางกองหมดจะรับรู้รายได้ 100% บนกองหนี้นั้นทันที นอกจากนี้ยังมีโอกาสซื้อหนี้ได้มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน NPL จากสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 1/63 JMT ได้ซื้อหนี้เข้ามาแล้วกว่า 5 พันล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน) ซึ่งฐานหนี้ที่ใหญ่ขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้และกำไรในระยะถัดไป
ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่ากำไรปี 63 ของ JMT ยังคงเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความชัดเจนของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อีกครั้ง ว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ JMT ยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจในช่วงที่หนี้เสีย (NPL) ทั้งอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเป็นโอกาสซื้อหนี้เข้ามาสะสมในพอร์ตการลงทุน เพื่อต่อยอดการเติบโตในระยะยาวต่อไป
ก่อนหน้านี้ บล.เอเซีย พลัส ออกมาระบุว่า หนี้เสียในปัจจุบันยังไม่ผ่านจุดสูงสุด เนื่้องจากยังมีลูกหนี้ที่ยื่นลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการรัฐต่อเนื่อง ณ 15 มิ.ย.63 อยู่ที่ราว 6.7 ล้านล้านบาท (สัดส่วน 40% ของสินเชื่อทั้งระบบ) ดังนั้นจึงต้องติดตามหลังผ่อนปรน lock down ถึงอัตราการกลับมาชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มที่เข้าร่วมมาตรการจะอยู่ในอัตราเท่าใด ในกรณีที่การฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนหรือภาคธุรกิจฟื้นตัวช้า อาจทำให้ปัญหา NPL กลับมาหลังช่วงหมดมาตรการช่วยเหลือ (ตั้งแต่ 1Q64) จากระดับ NPL ณ สิ้นงวด 1Q63 ที่ 3.4%
จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ "ซื้อ" จากคาดการณ์กำไรงวดไตรมาส 2/63 ยังมีโอกาสเติบโตจากปีก่อน เเละผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จำกัด โดยยังมีโอกาสรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นจากการเร่งติดตามหนี้บางกองที่ใกล้ตัดต้นทุนครบ
ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ
RECOMMENDED NEWS
Let's block ads! (Why?)
No comments:
Post a Comment